Hair Transplant in Bangkok, Thailand
(+66) 85-836-9994

ศัลยกรรมปลูกผม

ในปัจจุบัน เทคนิคที่นิยมใช้ปลูกผมจะมีกันอยู่สองแบบ นั่นก็คือวิธี FUE และ FUT โดยทั้งสองแบบจะมีจุดประสงค์เพื่อย้ายรากผมจากบริเวณเหนือกกหูและท้ายทอยมาปลูกในบริเวณที่ผมบางแทน  ซึ่งภายในเวลา 8-12 เดือนเส้นผมก็จะงอกขึ้นใหม่เต็มที่และเป็นธรรมชาติโดยไม่ร่วงอีก เพราะรากผมจากเหนือกกหูและท้ายทอยนั้นมีความแข็งแรงและไม่ได้ถูกสารที่ชื่อว่า  DHT ทำร้าย เพราะเจ้า DHT นี่แหละคือตัวการที่ทำให้ผมร่วง

แล้ว FUE กับ FUT แตกต่างกันยังไง

การปลูกผมทั้งสองเทคนิคจะต่างกันที่ วิธีการนำรากผมออกจากบริเวณเหนือกกหูหรือท้ายทอยหรือที่เรียกว่า Donor Harvesting ซึ่งวิธีการที่ต่างกันนี้จะส่งผลให้แผลผ่าตัด การดูแลแผล และการพักฟื้นมีลักษณะแตกต่างกัน งั้นเราลองมาดูกันดีกว่าว่าแต่ละแบบต่างกันยังไง

การปลูกผมด้วยวิธี FUT

สำหรับวิธีนี้ แพทย์จะตัดหนังศีรษะบริเวณท้ายทอยออกมาเป็นแถบ (1) ความยาวประมาณ 10-20 ซม. จากนั้นจึงนำแถบหนังศีรษะมาหั่นแยกรากผมออกเป็นเส้นๆ (2,3) แล้วจึงใช้คีมขนาดเล็กคีบรากผมไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ (4) แต่สำหรับขั้นตอนนี้เราได้พัฒนาไปใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Implanter Pen ในการปลูกผมแทนคีมจึงทำให้แทบไม่มีโอกาสที่รากผมจะเกิดความเสียหายเลย​  ข้อเสียของวิธี FUT ก็คือเกิดรอยแผลเป็นเป็นแนวยาวบริเวณท้ายทอย เจ็บกว่า และพักฟื้นนานกว่าวิธี FUE เนื่องจากแผลที่ใหญ่กว่ามาก แต่ก็มีข้อดีคือผมบริเวณท้ายทอยไม่บางลง และไม่ต้องโกนผมก่อนผ่าตัด

การปลูกผมด้วยวิธี FUE

คราวนี้มาดูอีกวิธีกันบ้าง สำหรับวิธี FUE นั้น แพทย์จะใช้ FUE Machine ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 1 มม. เจาะนำรากผมออกจากบริเวณเหนือกกหูและท้ายทอย ทีละเส้น (1,2) จากนั้นจึงนำไปเก็บไว้ในสารละลายที่เหมาะสมโดยแยกตามขนาดของรากผม (3)  แล้วจึงใช้คีมขนาดเล็กคีบรากผมไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ (4) แต่สำหรับขั้นตอนนี้ เราได้พัฒนาไปใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Hair Implanter ในการปลูกผมแทนคีม จึงทำให้แทบไม่มีโอกาสที่รากผมจะเกิดความเสียหายเลย ข้อดีของวิธี FUE  ก็คือไม่มีรอยแผลเป็นเป็นแนวยาวเหมือนวิธี FUT เพราะแผลที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ ขนาดไม่เกิน 1 มม. เท่านั้นจึงทำให้เจ็บน้อยกว่า แผลหายเร็วกว่า และไม่ต้องพักฟื้นนาน แต่ข้อเสียก็คือถ้าย้ายรากผมเป็นจำนวนมากเกินไปผมบริเวณท้ายทอยก็อาจจะดูบางลงกว่าวิธี FUT

แล้วจะปลูกผมด้วยวิธีไหนดีล่ะ

จริงๆ แล้ว แต่ละวิธีก็มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป ไม่มีวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้เข้ารับการปลูกผมแต่ละรายมากกว่าแต่คลินิกหลายๆ แห่งก็มักจะแนะนำแต่วิธีที่ตัวเองทำได้ ดังนั้นคุณจึงควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินให้เท่านั้นว่าควรใช้วิธีไหน

*ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างไปตามแต่ละบุคคล

FREE CONSULTATION WITH OUR ABHRS-CERTIFIED SURGEON

Grow confidence with us!